24.11.55

ไฟ..ทำไม




สงสัย สงสัย
อยู่ดี ดี ก็สงสัย
ทำไมคนเราจะทำงานอะไรได้
ต้องมีไฟ   ต้องเติมไฟ
ทำไมถึงไม่เป็นน้ำ หรือ ลม หรือ ดิน
หรือ กระทั่งไฟฟ้า




ทำไมต้องไฟ..




"พอมีไฟ แล้วนึกคึกอยากทำ" เคยได้ยินเขาว่ากันอย่างนั้น

"เติมเชื้อเพลิงแล้ว  พร้อมที่จะทำงานแล้ว" อะไรทำนองนี้

ว่าแต่ทำไมต้องไฟ..

ไฟมันร้อน  ไฟมันร้อน ไฟมันอันตราย..(จะร้องเพลงหรือเปล่าเนี่ย)

ของร้อน  ชวนให้นึกถึง  เวลาใกล้จะส่งงาน แล้วนักเรียนมาเร่งปั่นงาน
มักใช้คำว่า "เผางานมาส่ง"

หมายความว่า เวลาจวนตัว  ใกล้จะหมดเวลาให้ทำ
ไฟในการทำงานถึงจะมาสินะ

"คนมันมีไฟ" คำนี้มักใช้กับคนที่ผลิตผลงานออกมาต่อเนื่อง และค่อนข้างดีซะด้วย

ไฟนี้  มีทั้งดี และไม่ดี

จะว่าไป  ไฟดีๆ ก็ให้แสงสว่างแก่เรา  อย่างดวงอาทิตย์ไง
แต่ผู้หญิงสมัยนี้มักเกลียดดวงอาทิตย์
หาทางปกปิดทุกวิถีทาง  ไม่ให้ดวงอาทิตย์มาสัมผัสตัวได้

ย้อนกลับมาที่ไฟ กับการทำงาน

"เครื่องร้อนแล้ว พร้อมเดิน"
"เครื่องติดแล้ว  พร้อมจะทำงาน"
แบบนี้  คนจะเข้าข่ายเครื่องจักร
หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรสักอย่างหรือเปล่า

หรือมันจะแค่การเปรียบเทียบกันเท่านั้นเอง
ว่าแต่คนเราจะไร้สาระถึงขนาดเปรียบเทียบมนุษย์ต่างดาวกับก้อนหินไหม
(เราเพ้อ เอ้ย เผลอใช้คำว่าไร้สาระกับผู้อื่น โดยที่ไม่ได้ดูตัวเองอีกแล้ว)

ในศาสตร์ตะวันออก  เชื่อกันว่า มนุษย์ประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ (บ้างก็ว่า มีอากาศธาตุด้วย)
การที่มนุษย์ตะวันออกอย่างเรา จะสืบทอด คำว่า ไฟในการทำงานมา  น่าจะมีความหมายอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย  (เราว่านะ)

ท่านนักปราชญ์ตะวันออกได้ชี้แนะว่า
ดินในเราคือ  เนื้อหรือผิวหนังของเรา
น้ำในเราคือ  เลือด  น้ำเหลือง  น้ำย่อย
ลมในเรา คือ  ลมหายใจ  แก๊สในกระเพาะอาหาร  ลมตด
ไฟในเรา คือ อุณหภูมิร่างกาย  (ระบบเผาผลาญภายในร่างกายเรา  น่าจะเกี่ยวข้องกับไฟที่ทำงานร่วมกับลม)

...ที่กล่าวไปเพียงแค่ลักษณะทางกายของคน...


เคยได้ยินเรื่องที่ว่า คนแต่ละคนมีธาตุประจำตัวที่แตกต่างกัน
เชื่อว่า คนธาตุไฟ  น่าจะเป็นพวกที่ระบบเผาผลาญดี  ต่อให้กินไปเท่าไหร่ ก็ออกหมด
คนธาตุดิน-น้ำ  อาจจะสมบูรณ์ เพราะชุ่มชื้น และแน่นหนา
คนธาตุลมนี่เพียวลม ธ่าตุลมเป็นธาตุแห่งการเสื่อมสลาย

นี่วนมาเป็นเรื่องนี้ได้ไง
ทำไงได้  เมื่อพูดถึงไฟแห่งการทำงาน  ก็ต้องพูดถึงคนด้วย
เรื่องที่คนประกอบด้วยธาตุต่างๆก็มีสาระเกี่ยวเนื่องกัน
อีกทั้งการทำงานของคนแต่ละคนที่มันแตกต่างกันก็มีนัยมาจากเรื่องนี้

คนธาตุดิน-น้ำ อาจสุขุม แต่ก็เฉื่อยเนือยพอสมควร
คนธาตุไฟ  อาจเร่งรีบ กระตือรือร้น แต่ใจร้อน มุทะลุเกินไปได้
คนธาตุลมนี่ แปรปรวน  เอาแน่เอานอนไม่ได้

ศาสตร์ตะวันออกยังบอกอีกว่า
การกินก็มีผลต่อบุคลิกลักษณะนิสัยคนได้
แบ่งอาหารออกได้เป็นสามประเภท
หนึ่ง.ตมัส.เนื้อสัตว์  อาหารหนัก อาหารค้างคืน  แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด ทำนองนั้น
--ส่งผลให้เกิคความเอื่อยเฉื่อย  ง่วงเพลีย และขี้เกียจ--
ฤทธิ์คล้ายกับดิน-น้ำ
สอง.รชัส.พริก กระเทียม  เครื่องเทศ  อาหารรสจัด ของหมักดอง
--ส่งผลให้เกิดความกระตือรืนร้น  หงุดหงิด  โมโหง่าย--
ฤทธิ์คล้ายกับไฟ-ลม
สาม.สัตวะ.ธัญพืช  ผักผลไม้สด อาหารสดปรุงใหม่
--ส่งผลให้เกิดความสงบ สดชื่น มีชีวิตชีวา (และยังดีต่อร่างกาย)--
ฤทธิ์คล้ายกับธาตุทั้งหมดที่มีความสมดุลกันดี

คนเราต้องรู้จักตัวเองเพื่อรักษาตัวรอด
หากรู้ว่า เราร้อนดั่งไฟ ก็ใช่ว่าจะโหมไฟใส่ตัวให้โหมกระหน่ำ
รู้ว่าเราเย็นเฉียบดั่งน้ำ ก็ใช่ว่าจะต้องเย็นทุกครั้งไป

อย่างเรา ธาตุลม เป็นคนผอมบางที่เจ็บป่วยง่าย
เนื่องจากลมที่เป็นธาตุแห่งความเสื่อมสลาย
ก็จะเป็นคนที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้
มีกฏก็ชอบแหก แต่นึกจะเคร่งครัดก็เคร่งเว่อๆ
ที่สำคัญ โลเล และคิดมาก (ลมเป็นตัวขับเคลื่อนความคิดให้มันฟุ้งซ่าน)
แต่มีการกินอาหารแบบหนึ่ง.ตมัส
หลังจากกินก็มักขี้เกียจและนอน
แต่หากมีอะไรที่กำลังเห่อ(อยู่ในช่วงบ้าอะไรก็ตาม)
จะคลั่งอยู่กับสิ่งนั้น  จนไม่เป็นอันทำอะไร
เช่นกำลังติดอะนิเมะเรื่องหนึ่ง ก็ดูทั้งวี่ทั้งวัน
เค้าเรียกว่า คลั่งไคล้จนไฟลุก
ถ้าต้องให้ลุกไปทำอย่างอื่น ก็จะเอื่อยเฉื่อยทันที

เรามีความรู้เกี่ยวธรรมชาติ  ภัยธรรมชาติ  ก็เพื่อจัดการหรือรับมือกับภัยธรรมชาติให้ได้
แล้วความรู้เกี่ยวกับตัวเอง  เรามีไว้เพื่อทำลายตัวเองหรือ